โดย ผอ.สุนันทา บัวสีม่วง

(Blue-green algae and theri toxins)

        ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมานี้ ข่าวใหญ่ขึ้นหน้าหนังสือพิมพ์หลายฉบับเกี่ยวกับสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน หลังจากนั้นก็เงียบหายไป หลายคนยังอยากรู้จักสาหร่ายชนิดนี้ให้มากขึ้น จึงเป็นที่มาของบทความข้างล่างนี้ ซึ่งขอเสนอในรูป ถาม - ตอบ ดังนี้

ถาม : สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่าอย่างไร ?
ตอบ : สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า "ไซยาโนแบคทีเรีย" (Cyanobecteria) เป็นพืชน้ำชนิดหนึ่งที่มีคุณสมบัติบางอย่าง คล้ายแบททีเรียและบางอย่างคล้ายพืช ภายใต้สภาวะที่เหมาะสม โดยเฉพาะในน้ำนิ่งจะเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว และมีความหนาแน่นมาก ที่เรียกว่า "บลูม" (Bloom) และภายในสภาพแวดล้อมบางอย่าง จะลอยตัวขึ้นสู่ผิวน้ำ มองเห็นพื้นน้ำเป็นสีเขียวแกมน้ำเงิน เรียกว่า "สกัม" (Scum) สาหร่ายชนิดนี้บางสายพันธุ์สามารถผลิตสารเคมีที่เป็นพิษ หรือเรียกว่าสารพิษ (Cyanobecteria toxins) ได้ ซึ่งเป็นอันตรายแก่ทั้งคนและสัตว์

ถาม : สารพิษที่เกิดจากสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินที่มีชื่อว่า "ไมโครซิลติส" มีชื่อว่าอย่างไร ?
ตอบ : สารพิษที่สกัดจาก ไมโครซิลติส แอรูจิโนซ่า (Microcystis aeruginosa) มีชื่อว่า "ไมโครซิลทินส์" (Microcystins) ซึ่งแยกออกได้เป็นหลายชนิด ตามลักษณะการทำลาย เช่น ทำลายตับ เรียกว่า "เฮ็บพาโตท๊อกซิน" (Hepatotoxins), ทำลายระบบประสาท เรียกว่า "นิวโรท๊อกซิน" (Neurotoxins) เป็นต้น ไมโครซิลทินส์ มีความคงตัว (stable) เนื่องมาจากโครงสร้างทางเคมีทำให้สามารถดำรงชีพอยู่ได้ทั้งในน้ำอุ่น และน้ำเย็น นอกจากนี้ยังทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงทางเคมีของน้ำ เช่น ค่าพีเอช (pH) ของน้ำเป็นอย่างดี จนถึงปัจจุบันนี้ นักวิทยาศาสตร์สามารถค้นพบไมโครซิลทินส์ มากถึงกว่า 50 ชนิด รวมทั้งชนิดที่มีชื่อว่า "ไมโครซิลทินส์-แอลอาร์" ด้วย

ถาม : ทำไม "บลูม" บางครั้งจึงเกิดตอนกลางคืนได้ ?
ตอบ : เพราะว่ามีความสามารถในการแขวนลอยได้ในหลายระดับความลึก ปัจจัยสำคัญที่ทำให้สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินต้องการในการ ดำรงชีพ คือ แสงแดด ,ฟอสฟอรัส และไนโตรเจน ปริมาณสารอาหารเหล่านี้จะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และตลอดเวลาทำให้สาหร่ายสี เขียวแกมน้ำเงินสามารถปรับตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป จนสามารถบังคับตัวเองให้ จมลง หรือ ลอยขึ้น ได้ และยังสามารถเคลื่อนไหว ไปยังแหล่งที่มีสารอาหารมากๆ และแสงแดดจัดได้อีกด้วย ในการเคลื่อนไหวสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินต้องอาศัยแสงแดด เมื่อเซลล์ได้ รับแสงแดดน้อยจะลอยตัวขึ้นสู่ข้างบนเพื่อรับแสง สำหรับเซลล์ที่รับแสงมากเกินไป จะสูญเสียการทรงตัว และจะจมลงด้านล่าง ในเวลา กลางคืนเซลล์ไม่สามารถควบคุมการลอยตัวอยู่ในน้ำอยู่ ณ ระดับความลึกเดิมได้ จะลอยตัวขึ้นสู่ผิวน้ำ เกิดเป็น "สกัม" และจะลอยตัวอ้อยอิ่ง แบบนั้น จนกว่าจะมีลมหรือคลื่นพัดกลุ่มเซลล์ให้แยกจากกัน

ถาม : ควรมีมาตรการในการจัดการอย่างไร ?
ตอบ : ควรจัดการดังนี้
1. เฝ้าระวังแหล่งน้ำ จดบันทึกการเกิด "บลูม" ตลอดทั้งปี
2. ระบบตกตะกอนที่ใช้อยู่สามารถทำให้สาหร่ายตกตะกอนได้แต่วิธีที่ดีที่สุด คือใช้แอคติเวตเต็ดคาร์บอน (Activated Carbon) ด้วย
3. การใช้จุณสีเพื่อกำจัดสาหร่าย จะทำให้เซลล์แตกและปล่อยสารพิษออกมา จึงไม่แนะนำ
4. วิธีที่ดีที่สุด คือลดปริมาณสารไนโตรเจน และฟอสฟอรัส

ถาม : สายพันธุ์ที่เกิด "บลูม" มีอะไรบ้าง ?
ตอบ : สายพันธุ์หลักที่ทำให้เกิด "บลูม" ได้แก่ ไมโครซิลติส (Microcystis) ,เอฟานิโซมินอน (Aphanizomenon) , อนามินา (Anamena) และ ออสซิลเลทอเรีย (Oscillatoriz) แต่สายพันธ์ดังกล่าวมิได้สร้างสารพิษเสียทั้งหมด

ถาม : การเกิด "บลูม" เป็นอันตรายหรือไม่ ?
ตอบ : การเกิด "บลูม" ไม่ได้เป็นอันตรายหากไม่มีสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินที่มีพิษปะปน อยู่ ขณะนี้ไม่มีวิธีง่ายๆ ที่จะบอกว่า "บลูม" ชนิดใดเป็นอันตราย จึง จำเป็นต้องส่งตัวอย่างตรวจที่ห้องปฏิบัติการเท่านั้น

ถาม : การเกิด "บลูม" ของสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินถือว่าเป็นเรื่องใหม่หรือเปล่า ?
ตอบ : เปล่า การเกิด "บลูม" นี้มีรายงานมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 หรือ ประมาณ 100 ปีแล้ว และปัญหานี้คงไม่หมดไปโดยเร็ว

ถาม : เป็นไปได้หรือไม่ที่จะดื่มน้ำที่มีสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินปนเปื้อน ?
ตอบ : ไม่มีทาง เพราะโดยปกติประชาชนจะไม่ดื่มน้ำที่มีการปนเปื้อนดังกล่าว เนื่องจากว่าเมื่อเขาแลเห็นน้ำมีสีออกเขียวของสาหร่าย ปนอยู่ก็คงไม่กล้าดื่ม นอกจากนี้กลิ่นเหม็นของสาหร่าย จะทำให้ประชาชนรังเกียจ และปฏิเสธที่จะดื่ม อย่างไรก็ตาม หากโดยบังเอิญ ดื่มน้ำที่มีสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินชนิดที่เป็นพิษ (ขณะว่ายน้ำเล่น) เข้าไปในปริมาณที่มากพอ ก็อาจเป็นอันตรายถึงตายได้

ถาม : ควรปล่อยให้สัตว์เลี้ยง วัว ควาย กินน้ำจากแหล่งน้ำที่ปนเปื้อนหรือไม่ ?
ตอบ : ไม่ควร เพราะสัตว์เหล่านี้ไม่สามารถแยกสิ่งที่พึงรังเกียจได้เหมือนคน เช่น น้ำมีสี หรือ มีกลิ่นเหม็น ดังนั้น เมื่อรับสารพิษเข้าไป อาจจะไปทำลายตับและระบบประสาท ซึ่งเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

ถาม : ทำอย่างไรเมื่อสงสัยว่าแหล่งน้ำนั้นปนเปื้อนกับสารพิษ ?
ตอบ : อย่าดื่มหรือลงเล่นน้ำนั้นเป็นอันขาด

ถาม : เมื่อได้รับสารพิษ จะทีอาการอย่างไร ?
ตอบ : หากลงเล่นน้ำแล้วกลืนน้ำที่มีสารพิษเข้าไปจะเริ่มปวดศีรษะ เป็นไข้ ท้องเสีย ปวดท้อง คลื่นไส้ และอาเจียน ถ้าเล่นน้ำที่มีสารปน เปื้อนดังกล่าว จะมีอาการคันระคายเคืองนัยน์ตาและผิวหนัง และอาจมีอาการคล้ายเป็นโรคภูมิแพ้อีกด้วย หากมีอาการตามที่กล่าวมาแล้วให้ ล้างเอา "สกัม" ออกให้หมด แล้วรีบพบแพทย์โดยด่วน

ถาม : จะใช้น้ำที่ปนเปื้อนสำหรับซัก - ล้างได้หรือไม่ ?
ตอบ : ไม่ควร

ถาม : จะกินปลาที่เติบโตในแหล่งน้ำปนเปื้อนได้หรือไม่ ?
ตอบ : ไม่ควร เพราะว่าแม้แต่การต้มน้ำให้เดือด ก็ไม่สามารถกำจัดสารพิษได้


อะมีบา เชื้อร้ายในน้ำนิ่ง

รูปอะมีบารูปอะมีบารูปอะมีบา

        ตื่นตระหนก อกผวากันไปยกใหญ่ เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กับเชื้ออะมีบาที่สามารถคร่าชีวิตเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย ที่ไปเล่นน้ำในเขื่อน แล้วเกิดสำลักน้ำเข้าจมูก เชื้ออะมีบาจึงเข้าสู่รางกายกัดกินสมองจนตายไปในเวลาอันรวดเร็ว มิทันที่แพทย์จะเยียวยารักษาได้ทันการณ์

อะมีบา ... มฤตยูร้ายมันอยู่ในน้ำ
        นั่นเป็นที่มาของความกลัวน้ำกันไปเลย แทบจะทุกคนฉงนฉงายว่าน้ำประปาหรือน้ำที่เราใช้ดื่มใช้กิน ใช้ประกอบอาหารกันอยู่ทุกวันนี้ มันจะมีเชื้ออะมีบาเข้ามาข้องเกี่ยวด้วยหรือไม่? ก็ต้องโล่งใจไปตามๆ กัน เพราะสื่อมวลชนโดยเฉพาะทางสถานีโทรทัศน์แทบทุกช่อง และหนังสือพิมพ์หลายฉบับ ชี้แจงยืนยันเป็นมั่นเป็นเหมาะจากคณะแพทย์และผู้เชียวชาญทางภาควิชาปรสิตวิทยาว่า เชื้ออะมีบาที่กำลังฮือฮากันอยู่ เป็นชนิดเนคเกลเรีย (Naegleria) และ อะคันธามีเบีย (Acanthamoebia) มันจะอาศัยอยู่ในแหล่งน้าธรรมชาติที่เป็นบึง หนอง เขื่อนที่มีน้ำขังนิ่ง และมีอุณหภูมิสูงเล็กน้อย และยังอาศัยอยู่ในดิน โคลนเลน กระทั่งน้ำที่ไหลเอื่อยๆ น้ำพุร้อน น้ำจากโรงงานอุตสาหกรรม น้ำในสระว่ายน้าที่ไม่ได้ผ่านการกรอง แต่ถ้าแหล่งน้ำธรรมชาตินั้นมีกระแสน้ำไหลเวียนอยู่ตลอดเวลา ก็จะไม่มีเชื้อนี้ปะปนอยู่อย่างแน่นอน และที่สำคัญเชื้อนี้ไม่สามารถอาศัยอยู่ในน้ำประปาได้ แม้ว่าน้ำประปาจะมาจากแหล่งน้าธรรมชาติก็ตาม เนื่องจากหากมีเชื้ออะมีบาปะปนอยู่ในแหล่งน้ำนั้น มันก็จะตายไปตั้งแต่ขั้นตอนการผลิตน้ำประปาแล้ว เพราะว่ามันจะพ่ายแพ้ต่อคลอรีนนั่นเอง... ฟังแล้วก็สบายใจขึ้นเป็นกองเชียว


น้ำประปาปลอดภัยมั่นใจได้

รูปน้ำประปาปลอดภัยมั่นใจได้รูปน้ำประปาปลอดภัยมั่นใจได้

        นอกจากคำกล่าวของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแล้ว ยังมีการยืนยันจากสำนักงานประปาทุกแห่งทั่วประเทศว่าน้ำประปาที่ใช้กันอยู่ ทุกพื้นที่ในส่วนภูมิภาคนั้นได้มีการตรวจสอบควบคุมคุณภาพน้ำดิบ และน้ำประปาอย่างสม่ำเสมอ ด้วยการเติมสารเคมี ผ่านการตกตะกอน ผ่านการกรอง และฆ่าเชื้อโรคด้วยสารคลอรีนทำให้ได้น้ำสะอาดที่ปลอดภัยไร้กังวลอย่างแน่นอน ขอให้ประชาชนอย่าได้วิตกกันไปเลย และสำหรับในบางพื้นที่ที่ประกาศว่าน้ำประปาปลอดภัย ก็จะมีการเฝ้าระวัง และตรวจสอบคุณภาพน้ำประปาให้มีมาตรฐาน สะอาด ปลอดภัย จากกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข สามารถดื่มจากก๊อกได้โดยตรง หากว่าคุณๆ ท่านๆ ยังตะขิดตะขวงใจว่าน้ำประปาที่รองเก็บไว้นาน นานเสียจนกลิ่นคลอรีนหายไปหมดแล้ว จะมีเชื้ออะมีบาอยู่หรือไม่นั้นก็แก้ปัญหาได้ง่ายนิดเดียว แค่นำน้ำนั้นไปต้ม หรือไม่ก็ไปขอผงคลอรีน จากหน่วยงานสาธารณสุขใกล้ๆ บ้าน มาเติมลงไปในน้ำที่เก็บกักไว้อีกครั้งก็ได้เพื่อความมั่นใจ แต่บอกไว้ซะก่อนว่าหาก ภาชนะที่คุณใส่น้าไว้ดื่ม ไว้ใช้ ไม่สะอาดพอ หรือไม่มีฝาปิด หรือแม้แต่ขันที่ใช้ตักน้ำนั้น ตกดินตกทรายสกปรกเลอะเทอะ แล้วเอามาใช้ตักน้ำโดยไม่ทำความสะอาด เสียก่อนก็มีหวังน้ำสะอาดของการประปาก็ต้องมีเชื้อโรคปนเปื้อนอยู่อย่างแน่นอน ถ้าไม่มีเชื้ออะมีบาอยู่ก็โชคดีไป แต่อาจโชคร้ายมีเชื้อพยาธิเข้าไปฝังอยู่ในท้องคุณได้เหมือนกัน จึงควรระมัดระวังในเรื่องของความสะอาดหมั่นทำความสะอาดภาชนะที่เก็บกักน้ำ อย่างสม่ำเสมอเพื่อป้องกันเชื้อโรคอื่นๆ ด้วยเพราะน้ำประปาที่การ ประปาส่วนภูมิภาคจ่ายไปตามเส้นท่อนั้นมีความสะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐาน จนไปถึงคุณๆ ได้เปิดน้ำใช้เลยทีเดียวอย่าให้มาตายตอนจบเอาตรงที่ภาชนะที่ใส่น้ำ สกปรก ไม่เคยล้างกันเลยในชีวิต

ระวัง ! อย่าให้สำลักน้ำ
        มารู้จักกับอะมีบากันอีสักที เชื้อโรคนี้จะติดต่อสู่คนโดยการสำลักน้ำเข้าทางจมูก บางรายจะพบเชื้อในโพรงจมูก โดยไม่มีประวัติการว่ายน้ำจึงคาดว่าอาจรับเชื้อโดยหายใจเอาฝุ่นที่มีอะมีบาเข้าไป ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่พบจะเป็นผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง อายุน้อย โดยเฉพาะในเด็กและวัยรุ่นที่เคยมีประวัติการว่ายน้ำก่อนเกิดอาการ 2 - 3 วัน บางรายอาจนานถึง 14 วัน เชื้อโรคมันจะวิ่งไปตามโพรงจมูก ไปหากินในส่วนที่มีออกซิเจน มีน้ำและมีอุณหภูมิที่เพียงพอ สำหรับตัวมัน และสมองก็เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยที่อุดมสมบูรณ์ เหมาะแก่การเพาะพันธุ์แตกลูกแตกหลานเป็นอย่างดี อาการเริ่มแรกจะคล้ายๆ เป็นไข้หวัด ยังไงยังงั้น คือจะมีอาการคัดจมูก เจ็บคอ แล้วจะตามมาด้วยอาการปวดหัวอย่างมาก มีไข้ คลื่นไส้ อาเจียน คอแข็ง หลังแข็ง ชัก อาการเป็นอยู่สัก 4 - 5 วัน ก็จะเริ่มไม่รู้สึกตัว ต่อมาอีก 2 วัน ก็จะเริ่มตัวแข็งและตายในที่สุด

        โดยปกติแล้วเชื้อโรคต่างๆ ทั้งเชื้อไวรัส แบคทีเรีย และอะมีบาตัวสำคัญตัวนี้จะกระจายอยู่ทั่วไปแต่เนื่องจากปริมาณน้ำในแหล่งน้ำต่างๆมีมาก จึงทำให้โอกาสที่จะสูดรับเชื้อเข้าไปมีน้อยมาก ซึ่งไม่ใช่ว่าทุกคนที่ไปเล่นน้ำแล้วเกิดอาการสำลักน้ำจะเป็นโรคนี้เสมอไป ทีนี้มีคำถามว่า หากดื่มน้ำที่มีเชื้ออะมีบาเข้าไป จะติดเชื้อหรือเกิดโรคได้หรือไม่ บรรดาคุณหมอที่ออกมาอธิบายบอกว่า โดยลักษณะพิเศษของตัวอะมีบานี้ จะทำการแบ่งตัวได้เร็วเมื่อเข้าไปอยู่ในที่ๆ มีออกซิเจนมาก เช่นในโพรงจมูก และในสมอง แต่ถ้าเรากินเข้าไป มันจะถูกน้ำย่อย หรือเอ็นไซม์ในร่างกายทำลาย และก็ถูกขับออกมาทางระบบอุจจาระ แต่ที่แน่ๆ ข่าวที่ออกมาก็ทำให้เกิดความตระหนกตกใจกันมากเพราะได้กล่าวกันว่า อะมีบามันกัดกินเนื้อสมอง จนทำให้เสียชีวิต ซึ่งแท้จริงแล้วมันไปเติบโตกันจนเต็มพื้นที่ สมองก็เลยบวม การทำงานของสมอง ในการควบคุมร่างกายก็จะผิดปกติไป เนื้อสมองไม่ได้ถูกมันกินเข้าไปอย่างที่เข้าใจ

        อย่างไรก็ตาม ไม่มีหลักฐานปรากฏเลยว่าเชื้ออะมีบาจะติดต่อจากผู้ป่วยไปสู่บุคคลอื่น และไม่จะเป็นว่าเล่นน้ำในที่เดียวกันกับผู้ป่วยแล้วเราจะ เป็นไปด้วย เพราะการเกิดอาการติดเชื้ออะมีบานั้น มันขึ้นอยู่กับปัจจัยบางอย่าง ทั้งปริมาณของการับเชื้อ สภาพของร่างกาย หากเกิดอาการเหมือน เป็นไข้ ปวดหัว อาเจียน คอแข็ง ชัก ควรแจ้งให้แพทย์ทราบด้วยว่าเคยมีประวัติการเล่นน้ำแล้วสำลักน้ำหรือไม่

        ดังนั้น จึงมีข้อแนะนำง่ายๆ จะได้มีต้องหวาดกลัวกันจนเกินเหตุ นั่นคือผู้ที่มีแผลพุพองตามผิวหนัง หรือผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำจากการติดเชื้อเอชไอวี โรคเบาหวาน ก็ไม่ควรเล่นน้ำตามแหล่งน้ำธรรมชาติ หรือถ้าอยากจะเล่นจริงๆ ก็ควรระวังอย่าให้สำลักน้ำ ในกรณีของผู้ที่ใส่คอนแทคเลนซ์ ก็ควรถอดก่อนลงน้ำ และล้างด้วยน้ำที่สะอาดหลังเล่นน้ำทุกครั้ง หากแหล่งน้ำที่เราจะไปเล่นมีสภาพไม่สะอาด ป้องกันไว้ก่อนสบายใจกว่า

ที่มา: บทความจากวารสารน้ำ กปภ.


พลังงานใหม่ จากพืชสีเขียว

        ปีนี้เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ทั่วโลกประสบวิกฤตการณ์ราคาน้ำมัน ซึ่งกระทบกระเทือนกับผู้ใช้รถยนต์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้บรรยากาศจะผ่อนคลายลงไปบ้างแล้ว แต่ก็สะท้อนให้เห็นว่า ดูเหมือนมนุษย์จะขาดน้ำมัน อันเป็นทรัพยากรที่สักวันต้องหมดจากโลกไปไม่ได้เสียแล้ว

        นักวิทยาศาสตร์จากหลายสำนักตระหนักถึงปัญหานี้มาก่อน จึงได้พยายามค้นคิด หาพลังงานอื่นมาใช้แทนน้ำมันให้ได้ โดยมุ่งฝากความหวังกับ "ก๊าซ ไฮโดรเจน" ทว่ายังติดขัด ตรงที่ขั้นตอนการผลิตต้องเสียค่าใช้จ่ายมาก และในธรรมชาติก็มีก๊าซชนิดนี้จำนวนจำกัด แต่ . . . "มนุษย์ไม่ได้เกิดมาเพื่อจะแพ้" ประโยคอมตะของ เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ นักเขียนชื่อก้อง ผู้ล่วงลับไปแล้ว นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ที่เบิร์คเลย์ (University of Colifernia, Berkeley) และสถาบันวิจัยแห่งชาติมลรัฐโคโรลาโด (National Renewable Energy Laboratory (NERL) in Golden, Colorado) ได้ร่วมกันทดลองผลิตก๊าซไฮโดรเจนจาก Chlamydomonas reinhardtii ซึ่งเป็นพืชสีเขียวชั้นต่ำชนิดหนึ่ง และจากการวิจัยมากว่า 2 ปี นักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้ ประสบผลสำเร็จระดับหนึ่ง สามารถนำพืชดังกล่าวกับซัลเฟอร์ (Sulfur) มาเข้ากระบวนการสังเคราะห์แสง (Photosynthesis) และผ่านขั้นตอนบางอย่างจนได้เป็นก๊าซไฮโดรเจนที่มีค่าบริสุทธิ์อยู่ในระดับที่น่าพอใจ อีกทั้งกระบวนการนี้มีข้อดีที่สามารถกระทำซ้ำ ได้ผลผลิตเป็นทวีคูณ เชื่อว่า วันที่พวกเขาถึงเส้นชัย สามารถสร้างก๊าซไฮโดรเจนเพื่อมวลมนุษย์ได้สำเร็จ โรงงานอุตสาหกรรมขนาดเล็กคงเป็นกลุ่มแรกที่ได้ทดลองใช้ ก่อนจะขยับขยายไปสู่วงการอุตสาหกรรมใหญ่ต่อไป

        พอเรานำก๊าซไฮโดรเจนนี้มาใช้กับรถยนต์แทนน้ำมัน มลพิษบนท้องถนนก็จะลดน้อยลงไปหลายเท่า ถึงกับมีผู้กล่าวไว้ว่าผลของการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ เกิดเพียงน้ำสะอาดที่ดื่มได้เท่านั้น เหมือนกับที่ Tasios Melis ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เชื่อมั่นว่า "ไฮโดรเจนเป็นพลังงานที่ดี เพราะมีการเผาไหม้หมดจด และไม่ก่อให้เกิดมลพิษ" ETHANOL พลังงานจาก "ภูมิปัญญาไทย" สำหรับทางบ้านเรา ในยุคที่ประเทศต้องพึ่งตนเอง ภาครัฐได้ตั้งคณะกรรมการ ETHANOL แห่งชาติขึ้นมาทำงานร่วมกันหลายหน่วยงาน อาทิ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ ขะมักเขม้นกันวิจัย นำพืชเศรษฐกิจที่ราคาตกต่ำ ประเภทมันสำปะหลัง อ้อย มาผลิตเป็นน้ำมัน "ETHANOL" อันจะมีศักยภาพเทียบเท่าน้ำมันเบนซิน - ดีเซล แต่ราคาจำหน่ายจะถูกกว่าและเมื่อนำมาเติมให้กับรถยนต์ เวลาเผาผลาญจะไม่ก่อมลพิษใดๆ โดยผู้ใช้อาจต้องดัดแปลงเครื่องยนต์เล็กน้อย

        คาดว่าอย่างช้าอีก 2 ปี โครงการน่าจะสำเร็จลุล่วง เรามีโอกาสเห็นรถยนต์ของทางราชการทดลองใช้น้ำมัน "ETHANOL" แล้วถ้าทุกอย่างดำเนินไปด้วยดี ก็จะขยายวงออกมาถึงภาคเอกชน อันเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจของผู้ใช้รถยนต์

ที่มา: วารสาร Cockpit Traxx


การใช้น้ำมันมะพร้าวแทนน้ำมันดีเซล

        น้ำมันดีเซล เมื่อดูราคาหน้าปั๊มแล้ว ในขณะนี้ยังทำให้บรรดาโชเฟอร์ทั้งหลายอดที่จะถอนใจไม่ได้ ซึ่งเป็นวิธีเดียวที่พอจะระบายได้ ถึงแม้จะเป็นเพียงการคลายความคับข้องใจได้เพียงเล็กน้อยก็ตาม เมื่อเติมน้ำมันเสร็จ ออกรถก็จ้องเขม็งไปที่มาตรวัดน้ำมันเชื้อเพลิง ก็ถอนหายใจอีกครั้ง แต่คราวนี้มีเสียงพูดแผ่วๆดังออกมา "ได้น้ำมันแค่นี้เองเหรอ เฮ้อ !" ราคาน้ำมันดีเซลก็ยังไม่มั่นใจว่าจะลดลงไปนานระดับไหน เพราะมีข่าวว่า กลุ่มประเทศผู้ส่งน้ำมันเป็นสินค้าออก (โอเปค) จะลดกำลังการผลิตลงในไตรมาสแรกของปี 2544 เพื่อรับความต้องการใช้น้ำมันที่ลดลงตามฤดูกาล เพื่อคงระดับราคาไว้ ซึ่งก็จะทำให้ราคาน้ำมันดีเซลอยู่ที่ระดับสูงต่อไป เมื่อเอ่ยถึงมะพร้าวหลายคนต้องนึกถึงมะพร้าวทับสะแก มีชื่อเสียงขจรไปไกล ในเรื่องคุณภาพของ กะทิ และ ผลใหญ่ ได้ขนาดตามความต้องการของตลาด แต่เป็นเวลาปีเศษมาแล้ว ที่เกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวต้องหน้าดำกระเป๋าแฟบ เพราะราคามะพร้าวต่ำลง และยืนราคาต่ำมาโดยตลอด เช่นเดียวกับราคาน้ำมันดีเซล แต่เส้นกราฟสวนทางกัน ราคามะพร้าวแห้ง (วัตถุดิบที่ใช้หีบน้ำมันมะพร้าว) ตกต่ำที่สุดเท่าที่ชาวสวนจำได้ ตั้งแต่ทำสวนมะพร้าวกันมาสภาพการณ์เช่นนี้ คงจะเหมือน กับชาวสวนมะพร้าวอีกหลายจังหวัด ซึ่งปัญหานี้ก็เคยนำไปสู่การเดินขบวนปิดถนนกันมาแล้ว เมื่อต้นปี 2543 เพื่อให้รัฐบาลมาดูแลแก้ไข ซึ่งรัฐบาลก็เห็นใจจัดหางบประมาณมาช่วยเหลือ แต่ก็สามารถช่วยได้ระดับหนึ่ง ซึ่งความเป็นจริงของการตลาด ทุกคนต้องยอมรับ จึงทำให้ราคาในขณะนี้ก็ยังตกต่ำอยู่ มีหลายคนในประชาคมระดับต่างๆ พูดประชดประชันว่า "มันน่าจะเอาน้ำมันมะพร้าวไปใส่เครื่องยนต์บ้างนะ" โดยผู้พูดเองก็ไม่ได้คิดว่าจะให้เป็นอย่างนั้น จริงๆอาจจะพูดเพื่อความสะใจเล่น แต่มาวันนี้ การใช้น้ำมันมะพร้าวแทนน้ำมันดีเซลได้เกิดขึ้นแล้ว

นายยุทธชัย วิวัฏฏ์กุลธร อยู่บ้านเลขที่ 105 / 1 หมู่ที่ 8 ตำบลเขาล้าน อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
        เกษตรกรคนเก่งของเรา ซึ่งมีประสบการณ์เกี่ยวกับเครื่องยนต์ที่ใช้ในการเกษตรมานานและมีผลงานจนได้รับปริญญาวิทยาศาสตร์บัณฑิตกิตติมศักดิ์ สายเทคโนโลยีอุตสาหกรรม โปรแกรมวิชาเครื่องกลจากวิทยาลันครูพิบูลสงครามพิษณุโลก ปีการศึกษา 2535 ซึ่งขณะนั้นปฏิบัติงานในฐานะเจ้าของ และผู้จัดการโรงงานรุ่งวัฒนาอุตสาหกรรม อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก เล่าให้ฟังว่า ใช้สูตรผสมระหว่างน้ำมันมะพร้าวกับน้ำมันก๊าดมานานแล้ว เพราะเมื่อปีพ.ศ. 2526 กรมวิชาการเกษตรกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็เคยทดลองใช้ และได้ผลเพราะถือเป็นการใช้พลังงานทางเลือกที่มีในท้องถิ่น แต่ในช่วงนั้นสถานการณ์ยังไม่อำนวยเพราะราคาของวัตถุดิบทั้งสองตรงข้ามกันในปัจจุบัน

อัตราส่วนผสม 
        น้ำมันมะพร้าว 20 ส่วน (น้ำมันดิบจากโรงหีบ) ผสมน้ำมันก๊าด 1 ส่วน โดยปริมาตร (20 ต่อ 1 โดยวิธีตวง) มาผสมกันให้ทั่วด้วยการกวน แล้วกรองด้วยผ้าดิบ แล้วนำมาใส่เครื่องยนต์ได้ทันที ควรเพิ่มตัวกรองน้ำมันเชื้อเพลิงอีก 1 ตัว ควรถ่ายน้ำมันดีเซลออกให้หมดถัง 

ผลดีในการใช้ 

  1. ลดการสูญเสียเชื้อเพลิงน้อยกว่าดีเซลเพราะน้ำมันดีเซลมีจุดวาบไฟสูงกว่าและความหนาแน่นของน้ำมันมะพร้าว มากกว่าน้ำมันดีเซล เมื่อได้รับความร้อนน้ำมันมะพร้าวจะขยายตัวมากขึ้น
  2. ราคาถูกกว่า
  3. มลภาวะน้อยกว่า
  4. ด้านกำลัง และการสึกหรอของเครื่องยนต์ ก็ปกติเหมือนกับการใช้น้ำมันดีเซล
  5. เครื่องยนต์ ไม่ต้องดัดแปลง สามารถใช้ได้ทันที
  6. วัตถุดิบภายในประเทศมีมากเหลือใช้ ซึ่งมีราคาตกต่ำอยู่ในขณะนี้
  7. เป็นการลดดุลการค้ากับต่างประเทศ
  8. เมื่อน้ำมันมะพร้าวราคาสูงก็สามารถกลับมาใช้น้ำมันดีเซลได้เหมือนเดิม
  9. ได้มีการทดสอบ และทดลองใช้มานานแล้ว การเปรียบเทียบราคา (15 ธ.ค. 43)

ข้อมูลน้ำมันมะพร้าวจากโรงงานซึ่งอยู่ในเขตอำเภอทับสะแกคือ 
  1. น้ำมันมะพร้าว ก.ก.ละ 11 บาท
  2. มะพร้าว 1 ก.ก.เท่ากับจำนวน 1.1 ลิตร
  3. ราคาลิตรละ 10 บาท
  4. น้ำมันก๊าดลิตรละ 20.90 บาท
  5. เมื่อผสมเสร็จแล้วราคาลิตรละ 10.50 บาท
  6. ปัจจุบันราคาน้ำมันดีเซลหน้าปั๊มราคาลิตรละ 14.15 บาท
  7. น้ำมันมะพร้าวสูตรผสมจึงถูกกว่าน้ำมันดีเซล ลิตรละ 3.64 บาท
MR. Ruduft Diesel ผู้ประดิษฐ์เครื่องยนต์ดีเซลคนแรกของโลก เมื่อปี 2433 กล่าวว่า เครื่องยนต์ดีเซลของเขา สามารถใช้น้ำมันดีเซล และน้ำมันพืชอะไรก็ได้เป็นเชื้อเพลิง ถ้าน้ำมันฉีดผ่านหัวฉีดได้และจุดระเบิดได้ด้วยความร้อนที่ เกิดจากการอัดตัวสูงภายในกระบอกสูบ ซึ่งเกิดจากการอัดตัวของอากาศ จุดระเบิดไอน้ำมัน

        ในอดีตนั้น น้ำมันมะพร้าวนอกจากจะใช้บริโภค และผสมสมุนไพร แล้วยังใช้ในการจุดตะเกียงให้แสงสว่างอีกด้วย จึงนับว่าน้ำมันมะพร้าวก็จัดเป็นเชื้อเพลิง อีกชนิดหนึ่ง

ที่มา: วาสารส่งเสริมการเกษตร


สถานการณ์น้ำดิบ
อุปสรรคสำคัญในการผลิตน้ำประปา

ผู้ดำเนินรายการ : เรื่องของน้ำประปา ขณะนี้การประปาส่วนภูมิภาคซึ่งถือว่าเป็นหน่วยงานที่บริการน้ำประปาในส่วนภูมิภาคทุกจังหวัด ตอนนี้ เรามีสำนักงานประปาอยู่มากแค่ไหน และน้ำดิบที่การประปาส่วนภูมิภาค นำมาผลิตน้ำประปาส่วนใหญ่ได้มาจากแหล่งไหน
ผู้ว่าการ : เรามีการประปาอยู่ทั้งหมด 224 แห่ง ครอบคลุมทั่วประเทศจากเหนือจรดใต้ ตะวันออกจรดตะวันตก เพราะฉะนั้น สภาพของแหล่งน้ำที่เอามาใช้ ค่อนข้างจะแตกต่างกัน แยกแยะ ประเภทของแหล่งน้ำเป็น 2 ส่วนด้วยกัน ส่วนแรกก็คือน้ำที่อยู่เหนือพื้นดินขึ้นมา เราใช้คำว่า น้ำผิวดิน ไม่ว่าจะเป็นน้ำจากแม่น้ำลำคลอง สระ หนอง บึง อ่างเก็บน้ำ อีกประเภทหนึ่งเป็นน้ำใต้ดิน หรือบางคนเรียกน้ำบาดาล ในพื้นที่ที่การประปาส่วนภูมิภาครับผิดชอบ เรามุ่งเน้นในเรื่องการใช้น้ำผิวดินเป็นหลัก เพราะหลายพื้นที่มีน้ำใต้ดินค่อนข้างจำกัด หรือว่าบางแห่งมีน้ำใต้ดินมาก แต่ว่าคุณภาพน้ำไม่เหมาะจะเอามาใช้อุปโภคบริโภค หรือบางพื้นที่มีปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม อย่างเช่นในกรุงเทพมหานคร และปริมณฑลมีปัญหาเรื่องแผ่นดินทรุด เนื่องจากว่าเราสูบน้ำบาดาลขึ้นมาใช้มากเกินไป เราพยายามหลีกเลี่ยงการใช้น้ำใต้ดิน ในพื้นที่นั้นๆเพราะฉะนั้นถ้าดูตัวเลขตามสถิติ จะเห็นได้ว่า ประมาณ 80 กว่าเปอร์เซ็นต์ ของประปาสองร้อยกว่าแห่งจะใช้น้ำผิวดินอย่างเดียว มีบางแห่งที่เราใช้น้ำใต้ดิน และบางแห่งใช้ทั้ง 2 แห่งผสมกัน

ผู้ดำเนินรายการ : หมายความว่าถ้าเราใช้น้ำใต้ดิน หรือน้ำบาดาลก็ควรจะเป็นพื้นที่ที่มีความจำเป็นจริงๆ ที่ต้องใช้น้ำบาดาล แต่ถ้ายังมีความสามารถที่จะไปใช้แหล่งน้ำบนดิน เราจะพยายามหลีกเลี่ยงไปใช้น้ำผิวดินกันเสียก่อน ตรงนี้ก็เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม และทำให้ไม่มีปัญหา เรื่องแผ่นดินทรุดเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในหลายๆพื้นที่ ดังนั้นถ้าหากว่าประชาชนอยู่ในพื้นที่ที่สามารถใช้น้ำประปาที่ผลิตจากน้ำผิวดินได้ ก็ควรจะร่วมมือกันใช้ประปาที่ผลิตจากน้ำผิวดินได้ใช่ไหมอย่ามองกันที่แค่ราคาถูกกว่ากัน แต่ผลระยะยาวมันจะส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม เมื่อพูดถึงคุณภาพของน้ำดิบ จะมีผลกระทบต่อการผลิตน้ำประปายังไงไหม อย่างเช่น น้ำดิบที่สะอาด คุณภาพดี จะส่งผลอย่างไรต่อน้ำประปาที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้
ผู้ว่าการ : หากน้ำดิบมีคุณภาพแย่มากเท่าไร ต้นทุนในการทำให้น้ำสะอาดก็ต้องสูงมากขึ้นเท่านั้น มีหลายๆ ประเทศในยุโรป และอเมริกา ที่โชคดีมีหิมะละลายลงมาในช่วงหน้าแล้ง แล้วทดน้ำในช่วงหน้าแล้งมาเก็บไว้ในอ่างเก็บน้ำ หรือทะเลสาบ น้ำใสอย่างนั้น เกือบจะไม่ต้องมีระบบการผลิต ต้นทุนในการทำน้ำให้สะอาดจะต่ำกว่ามาก ขณะเดียวกันในประเทศไทยเรามักจะมีปัญหาเวลาหน้าฝน ฝนตกลงมาก็จะชะเอาตะกอนหน้าดินทรายลงมา แม่น้ำลำคลองจะขุ่นมาก ในช่วงฤดูฝน ทำให้ต้นทุนการผลิตของเราสูงขึ้นต้องใช้สารเคมีมาก และมีแหล่งน้ำอีกไม่น้อยที่มีคุณภาพแย่มาก เนื่องจากปนเปื้อนสารเคมี ทำให้การบำบัดยากขึ้นต้นทุนก็จะสูงขึ้นไปอีก มีแหล่งน้ำอีกประเภทหนึ่งที่เราคงเลี่ยงไม่ได้ เพราะว่าพื้นที่ชายฝั่งก็ดี พื้นที่ตามเกาะแก่งก็ดี จะต้องประสบอยู่เสมอคือน้ำเค็มหรือน้ำกร่อย ตรงนั้นก็จะทำให้ต้นทุนเราสูงขึ้นไปอีก ไม่ใช่ว่าเราไม่สามารถจะบำบัดได้ ตอนนี้เรามีวิทยาการมากมายที่สามารถทำน้ำจืดจากน้ำทะเลก็ได้ แต่ต้นทุนสูงกว่าปกติประมาณ 10 เท่า เพราะฉะนั้น ที่เราบอกว่าต้นทุนของน้ำประปามากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับคุณภาพ และปริมาณของน้ำ ถ้าหากปริมาณไม่พอก็จะต้องไปพัฒนาเพิ่มเติม อาจจะไปสร้างอ่างเก็บน้ำ ไปขุดสระพักน้ำดิบไปทำอะไร ก็แล้วแต่ทำให้ปริมาณน้ำมากขึ้น ในพื้นที่ที่ปริมาณน้ำเพียงพอ แต่คุณภาพน้ำไม่ดี เราก็จะต้องมีกระบวนการผลิตที่ซับซ้อนมากขึ้น มีต้นทุนสูงขึ้น เพราะฉะนั้นหลายๆครั้งที่เราได้ยินได้ฟังจากประชาชนทั่วไปบอกว่า น้ำประปาไม่เห็นมีต้นทุน สูบน้ำจากแม่น้ำลำคลองก็เอามาจ่าย ทำไมจะต้องมาคิดค่าน้ำ โดยเฉพาะทำไมจะต้องคิดค่าน้ำแพง ต้องขอร้องเรียนว่าต้นทุนมีแน่นอน ต้นทุนในระบบผลิตอาจจะสูงมากด้วยซ้ำไปถ้าหากว่าคุณภาพน้ำไม่ดีหรือคุณภาพน้ำไม่เพียงพอ

ผู้ดำเนินรายการ : การที่จะช่วยลดต้นทุนการผลิตได้นั้นประชาชนมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งทีเดียว ด้วยการรักษาแหล่งน้ำให้สะอาด และช่วยกันดูแลสิ่งแวดล้อม เมื่อพูดถึงเรื่องต้นทุนของการผลิตน้ำนี่ คือเรื่องของภารกิจหลักของการประปาส่วนภูมิภาค ที่ต้องเฉลี่ยความสุขให้กับประชาชนที่อยู่ทุกจุดของประเทศไทย บางจุดอาจจะประสบปัญหาความแห้งแล้ง หรือความยากไร้เกี่ยวกับเรื่องของการหาแหล่งน้ำ แต่อย่างไรก็ตามการประปาก็ต้องเข้าไปให้บริการ ในจุดนี้ เพราะฉะนั้นต้นทุนก็ต้องแบกสูงขึ้นแต่เราคิดอัตราค่าบริการน้ำประปาเท่ากันหมดใช่ไหม 
ผู้ว่าการ : ใช่ เท่ากันทั่วประเทศ อย่างในชุมชนเล็กๆส่วนใหญ่แล้วต้นทุนจะสูงมาก เพราะว่าวางท่อไปหนึ่งกิโลเมตร อาจมีผู้ใช้น้ำสามราย ในขณะที่เมืองใหญ่วางท่อไปหนึ่งกิโลเมตร อาจมีผู้ใช้น้ำสักร้อยราย ในเขตนครหลวงวางไปหนึ่งกิโลเมตร อาจมีผู้ใช้น้ำห้าร้อยราย เพราะฉะนั้น ต้นทุนต่อหน่วยในพื้นที่ยิ่งเล็ก ก็ยิ่งแพงขึ้น แต่ว่าเราก็คงจะต้องคำนึงถึงความเป็นธรรมในสังคมว่า คนที่อยู่ในเมืองเล็ก คนที่อยู่ในเขตชนบทส่วนใหญ่แล้วมีกำลังซื้อน้อย ถ้าเราไปคิดเขาในอัตราที่แพงกว่าเมืองใหญ่ ก็คงจะไม่มีความเป็นธรรมในสังคม เราจึงจำเป็นต้องคิดเหมือนกันทั่วประเทศ

ผู้ดำเนินรายการ : นี่คือเรื่องที่เราต้องเฉลี่ยความเสมอภาคกัน บางจุดต้นทุนอาจจะแพงหน่อย แต่เราก็ต้องแบกรับภาระตรงนั้น เพราะฉะนั้นประชาชนทุกคน ก็ถือว่ามีสิทธิมีส่วนในการช่วยทำให้สังคมเป็นธรรมยิ่งขึ้น คราวนี้ถ้าพูดถึงแหล่งน้ำต่างๆ ของประเทศไทยเรา โดนเฉพาะในความรับผิดชอบของ การประปาส่วนภูมิภาค ที่ต้องนำไปผลิตน้ำประปาถือว่าคุณภาพ ณ วันนี้อยู่ในจุดไหน
ผู้ว่าการ : คุณภาพส่วนใหญ่แล้วจะไม่ดี จะมีบางแห่งที่ คุณภาพยังใช้ได้ เราก็ใช้วิธีการบำบัดที่เราใช้กันทั่วๆ ไป สามารถกำจัดเอาสิ่งต่างๆ ออกไปได้แต่ว่ามีภัยคุกคามมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องของสิ่งปนเปื้อนทั้งหลาย ที่ทุกท่านคงจะเคยได้ยินได้ฟัง ว่าในแม่น้ำลำคลองสายต่างๆ เกือบทุกๆ สายในประเทศไทย ตอนนี้มีสารเคมีต่างๆ แปลกปลอม มาเป็นจำนวนไม่น้อย แม่น้ำเจ้าพระยาเองบาง ช่วงใช้ไม่ได้แล้ว ในแม่น้ำท่าจีนก็แย่ แม่กลองก็ดู เหมือนจะแย่ขึ้นไปตอนเหนือคุณภาพน้ำชักจะด้อยลงทุกที ทุกภาค ถ้าหากเราไม่ช่วยกันคนละไม้คนละมือ ในการระวังรักษาคุณภาพน้ำตั้งแต่วันนี้ คุณภาพก็จะแปรเปลี่ยนไปในทางไม่ดีมากขึ้น แล้วต้นทุนผลิตทำให้น้ำสะอาดก็จะสูงขึ้นๆ ทุกที 16/6/2548จนกระทั่งถึงจุดหนึ่ง ที่เราอาจจะไม่สามารถใช้น้ำจากแหล่งน้ำนั้นๆ ด้วยซ้ำไป เป็นเรื่องที่น่าห่วง แล้วก็คงจะต้องช่วยกัน

ผู้ดำเนินรายการ : เป็นสิ่งสำคัญมาก บางทีคนใช้น้ำนึกไม่ออกถึงขั้นตอนกระบวนการผลิต รู้แต่ว่าไหลมาตามท่อประปาให้ได้ใช้กัน แต่จะมีให้ใช้นานแค่ไหนด้วย คุณภาพขนาดไหน ส่วนหนึ่งอยู่ที่ผู้ใช้ด้วยที่จะช่วยกันทำให้ทรัพยากรเหล่านี้ ใช้ได้นาน และสมคุณค่าสมประโยชน์จริงๆ
ผู้ว่าการ : เป็นเรื่องที่น่าแปลกประหลาดเหมือนกัน เพราะว่าหลายคนที่มาจากต่างประเทศ นึกไม่ถึงว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่อยู่ในเขตร้อนชื้น มีฝนตกมากมาย จะมีปัญหาเรื่องขาดแคลนน้ำ ผมขอเรียนว่าในระยะยาวคงไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยจะเหือดแห้งไป ไม่มีน้ำ ฝนตกไม่พอ ปริมาณน้ำยังไม่ค่อยน่าเป็นห่วง เป็นห่วงในเรื่องการจัดการมากกว่า ทำอย่างไร จึงจะให้คุณภาพของน้ำคงสภาพที่ดีต่อไปได้ ทำอย่างไรจะให้การพัฒนาต่างๆ อยู่ในระบบที่ยั่งยืน มีน้ำใช้ในช่วงฤดูแล้ง ในขณะที่ช่วงฤดูฝนน้ำไม่ท่วม และสามารถจะเอาน้ำฝน ที่เหลือมากักเก็บเอาไว้ได้ในปริมาณที่เหมาะสม มาใช้ในหน้าแล้งได้ หรือว่ามีการถ่ายน้ำจากจุดที่มีน้ำมากไปให้จุดที่มีน้ำน้อยได้ ขณะนี้ชักเริ่มมีปฏิกิริยา การที่เราจะเอาน้ำจากท้องที่หนึ่งไปให้อีกท้องที่หนึ่ง ก็มักจะหวงและคิดว่าเอาน้ำที่ตนเองเป็นเจ้าของไปให้กับคนอื่น คงจะลืมคิดไปว่าเราอยู่ในประเทศไทยเหมือนกัน

ผู้ดำเนินรายการ : ทรัพยากรเหล่านี้ไม่ว่าอยู่ในภูมิภาคใด ล้วนแต่เป็นทรัพยากรของคนไทยทั้งสิ้น ถ้าเราเฉลี่ยกันแบบนี้ แหล่งที่อุดมสมบูรณ์ ก็เจือจานไปยังแหล่งที่ขาดแคลน ตรงนี้ถึงจะเป็นการพึ่งพิงกันที่ถูกต้องและเหมาสม แต่ทั้งหมดก็คงจะต้องอยู่ในเรื่องของการจัดการ ไม่ว่าจะโดนหน่วยงานที่ดูแลด้วยส่วนหนึ่ง และโดนผู้ใช้ ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มใหญ่ จริงๆแล้ว ณ วันนี้ ราคาของน้ำ ประปานครหลวงกับภูมิภาค หมายถึงคนกรุงเทพฯ กับ ต่างจังหวัด เขาใช้น้ำประปาราคาต่างกันอย่างไร
ผู้ว่าการ : ถึงแม้ว่าเราจะเป็นคนละหน่วยงาน แต่ว่าอัตราใกล้เคียงกันมาก แม้ว่าต้นทุนในส่วนภูมิภาคจะสูงกว่า ในเขตนครหลวง แต่ว่าเฉลี่ยแล้ว ราคาไม่แตกต่างกันนัก จะถูกอย่างน่าใจหาย ในอดีตที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ มักจะพูดถึงหน่วยน้ำเป็นลูกบาศก์เมตร เป็น 1 คิว 1 ลบ.ม. ประมาณ 10 บาท ถ้าหากว่าจะแปลงจาก ลบ.ม.เป็นลิตร ก็จะง่ายขึ้น เพราะเราเติมน้ำมัน เป็นลิตร เราซื้อน้ำขวดเป็นลิตร 1 ลบ.ม.หรือ 1 คิว มี 1,000 ลิตร เพราะฉะนั้นหาก 1,000 ลิตร ราคา 10 บาท 1 ลิตร ก็คือ 1 สตางค์ ในขณะที่น้ำดื่มบรรจุขวด 1 ลิตร ราคาประมาณ 10 บาท หรือ 1,000 สตางค์ ขึ้นไป น้ำประปาถูกกว่า 1,000 เท่า และน้ำของการประปาส่วนภูมิภาคนั้น มีในหลายพื้นที่ ที่เราประกาศ ว่าดื่มได้จากก๊อก และมีอีกประมาณ 10 พื้นที่ ที่จะประกาศในปี 2544 เราพยายามพัฒนาตัวเองอยู่ ตลอดเวลาแม้จะมีปัญหาเรื่องน้ำดิบ คุณภาพน้ำดิบ หรือในเรื่องของต้นทุน คงต้องค่อยๆ พัฒนาไป ใจจริงแล้ว อยากให้ทุกแห่งประกาศว่าดื่มได้ภายในปีหน้า แต่ขาดปัจจัยลงทุนปีหนึ่งหลายหมื่นล้านบาทแต่ว่าเรา เก็บค่าน้ำได้ ลิตรละ 1 สตางค์ เท่านั้น

ผู้ดำเนินรายการ : แต่ตรงนี้ถือว่าเป็นระบบสาธารณูปโภคของไทย ที่จะต้องดูแลประชาชนในขั้นพื้นฐานระดับหนึ่ง ท่านผู้ว่าฯ เปรียบเทียบลิตรละ 1 สตางค์ ทำให้มองเห็นได้ชัดเจน ยิ่งขึ้นเพราะว่าปกติมองกันเป็น ลบ.ม. มองกันไม่ออก.. ได้ยินประชาชนบ่นบ่อยๆ ว่าน้ำประปาแพงจัง เพาะเขา ไปคิดต่อเดือนว่าเดือนหนึ่งประมาณ 300 บาท ต่อ หนึ่งครอบครัวแต่เขาลืมเฉลี่ยไปว่าอยู่กันประมาณ 10 คน แล้วลองคูณ 30 วัน เฉลี่ยแล้วอาจจะประมาณ หัวละ 1 บาท ต่อวัน ต่อคน ทั้งอาบ ทั้งดื่ม ใช้รดน้ำต้นไม้ ล้างรถด้วย ลองคำนวณดูแบบนี้แล้ว ผู้ใช้น้ำจะ สบายใจขึ้นนะ ว่าจริงๆ แล้วน้ำประปาเราถูกกว่ามากมายเหลือเกิน แล้วข้อสำคัญอีกประการคือ ถ้าหากว่าเราต้องการที่จะประหยัดค่าน้ำ เราต้องประหยัดการใช้น้ำ ยิ่งใช้น้ำมากการประปาต้องยิ่งลงทุนมากขึ้นด้วย เป็นข้อแปลกอย่างหนึ่ง เพราะเวลาเราไปซื้อของตามห้างถ้าซื้อกันเยอะๆ เหมาจ่ายเหมาซื้อ ราคาจะถูกลง ถ้าซื้อเป็นโหลก็จะถูกลง แต่น้ำ - ไฟ ยิ่งใช้ยิ่งแพง หลายๆ คนก็ตั้งข้อสังเกตแบบนั้น วันนี้ การประปาส่วนภูมิภาค มีแผนการพัฒนาแหล่งน้ำดิบที่จุดไหนบ้าง เพื่อเตรียมการรองรับปัญหาที่อาจจะเกิด ขึ้นในอนาคต
ผู้ว่าการ : เราได้ตรวจสอบประปา 224 แห่งของเราว่าเคยมี ปัญหาในอดีตที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง จะเห็นว่ามี ประปาอยู่กลุ่มหนึ่งเป็นประปาที่แล้งซ้ำซาก แล้วก็อาจจะมีบางกลุ่มของการประปาที่น้ำท่วมซ้ำซาก ประเด็นหลัง รู้สึกว่าจะรุนแรงน้อยกว่าประเด็นแรก เพราะ ประเด็นแรกถ้าไม่มีน้ำคนอยู่ไม่ได้ มีชีวิตอยู่ไม่ได้ ฉะนั้นเรามีแผนเร่งรัดว่าประปาที่แล้งซ้ำซาก เราจะพยายามแก้ไขให้หมดไปโดยเร็ว แต่ต้องใช้ต้นทุนสูงมาก เพราะว่าส่วนใหญ่แล้วจะเป็นพื้นที่ที่ค่อนข้างห่างไกล และแหล่งน้ำอยู่ไกลด้วย ถ้าแหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์ ในพื้นที่ใกล้ๆ เขาคงไม่แล้งซ้ำซาก ประปาเล็กๆ จึงมีต้น ทุนสูงอยู่แล้วถ้าหากว่าเราจะต้องพัฒนาแหล่งน้ำ เพื่อ ทำให้ความแล้งซ้ำซากหมดไปในพื้นที่เหล่านี้ เราจะต้องลงทุนอีกจำนวนไม่น้อย ทำให้ต้นทุนในประปาเล็กๆที่ อยู่ห่างไกลสูงขึ้นไปอีก และมันเป็นเรื่องที่เราจะเป็น ต้องทำเพียงแต่ว่าเราจะทำอย่างไรที่จะให้การลงทุน นั้นเหมาะสมพอดี ไม่ใช่ว่าไปสร้างสระพักน้ำดิบขนาด ใหญ่รับชุมชนขนาดเล็กๆ ก็คงจะต้องดูความเหมาะสม ในพื้นที่นั้น

ผู้ดำเนินรายการ : คือต้องมีการจัดทำแผน มีการประเมิน มีการศึกษาตลอดเวลา ระยะหลังมานี่ กปภ. จะมีการร่วมลงทุน กับทางภาคเอกชน ลักษณะตรงนี้จะเป็นการร่วมทุน แบบไหน และสิ่งที่ประชาชนวิตกเหลือเกินว่าจะทำให้ ราคาน้ำแพงขึ้น ตรงนี้มีข้อมูลอย่างไร
ผู้ว่าการ : การที่การประปาส่วนภูมิภาคจะลงทุนด้วยตัวเองนั้น มีขีดจำกัดเรื่องงบประมาณ เพราะฉะนั้นเรื่องแหล่งที่มาของเงินลงทุน ส่วนหนึ่งมาจากรัฐบาลให้เงินอุดหนุน ส่วนหนึ่งมาจากรายได้ ซึ่งค่อนข้างจะน้อย เนื่องจากว่า เราคิดค่าน้ำแค่ลิตรละสตางค์เดียว อีกส่วนหนึ่งมาจาก การกู้เงินจากต่างประเทศก็ดี ในประเทศก็ดี และการกู้ เงินนั้นเราต้องผ่อนชำระคืน ไม่ว่าจะเป็นเงินต้นหรือ ดอกเบี้ยก็ตาม เพราะฉะนั้นก็เป็นต้นทุนหลักตัวหนึ่ง ของการประปาส่วนภูมิภาคในอดีตที่ผ่านมา แหล่งเงิน ลงทุนทั้งสาม - สี่แหล่ง มันไม่พอ รัฐบาลบอกว่า รัฐบาล เองก็ย่ำแย่ ไม่สามรถจะให้เงินอุดหนุนได้มากเท่าที่ควร การประปามีรายได้ไม่เพียงพอ การกู้เงินจากต่างประเทศ แต่ละครั้งก็ใช้เวลายาวนาน และก็ต้องไปเข้า คิวเพราะแต่ละปีรัฐบาลมีเพดานเงินกู้ต่างประเทศ เพราะฉะนั้นการลงทุนมักไม่เป็นไปตามความต้องการ ใช้น้ำของประชาชน ถึงแม้ว่าในปัจจุบันนี้เศรษฐกิจจะ ย่ำแย่แต่ยังมีเอกชนที่มีกำลังพอที่จะมาลงทุนในเรื่องกิจการ ประปาได้ และให้ความสำคัญมาก เราก็เชื้อเชิญให้มาลงทุนแทนเรา เมื่อมาลงทุนก็มีสัญญาต่อกันว่า ในช่วงระยะเวลาของสัญญาจะให้เอกชนเป็นผู้ดำเนินกิจการผลิตน้ำ มาขายให้กับการประปาส่วนภูมิภาค แล้วการประปาส่วนภูมิภาคเอามาขายต่อให้ประชาชน (ซึ่งในอดีต เราไม่จำเป็นต้องเป็นคนกลางด้วยซ้ำไป เราอาจจะทำในรูปแบบของการให้สัมปทาน ก็คือ เอกชนมาผลิตน้ำแล้ว ขายตรงให้กับประชาชนเลยก็ได้) โดยที่การประปาส่วนภูมิภาค เป็นคนช่วยดูว่าทำอย่างไร จึงจะให้ทุกฝ่ายได้รับความเป็นธรรม ผู้ลงทุนนี้ก็สามารถที่จะคิดอัตราค่าน้ำที่เหมาะสม ที่ทำให้เขามีกำไรพอสมควร เพราะมิฉะนั้นแล้ว ก็คงไปลงทุนทางด้านอื่นหรือว่าเก็บไว้ในแบงก์ไม่เอามาลงทุนมากกว่า หรือประชาชนจะไม่ถูเอาเปรียบ ค่าน้ำไม่ถูก คิดแพงเกินไป ถ้ากลัวว่าให้เอกชนมาลงทุนแล้วค่าน้ำจะแพง ก็คงต้องกลับไปถึงประเด็นที่ว่า เราต้อง การของดีแต่ของดีนั้นมีต้นทุน ราคานั้นสะท้อนกลับต้นทุน ที่เป็นจริง ถ้าราคาปัจจุบันลิตรละสตางค์เดียว แต่ว่าน้ำ อาจจะยังดื่มไม่ได้ในทุกพื้นที่ น้ำอาจจะยังไม่ไหลแรงทุก พื้นที่ บางครั้งเราอาจจะมีปัญหาเรื่องคุณภาพของน้ำ กับ การขอขึ้นราคาไปนิดหนึ่ง สมมติว่าเป็นลิตรละสตางค์ครึ่ง หรือสองสตางค์ มันจะขึ้นทีละห้าสิบเปอร์เซ็นต์ ร้อย เปอร์เซ็นต์แต่ว่านิดเดียว ลองคิดดูว่าน้ำมันขึ้นราคาใน ช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา ลิตรละแปดร้อยเปอร์เซ็นต์ นี่เราคิดว่า ขอขึ้นเพียงลิตรละครึ่งสตางค์หรือลิตรละหนึ่งสตางค์เท่า นั้นเอง แล้วจะทำให้ทุกคนในประเทศไทยมีน้ำใช้กันอย่าง อุดมสมบูรณ์ คุณภาพน้ำดีดื่มได้จากก๊อก หวังว่าทุกท่าน คงเข้าใจในปัญหา เข้าใจในต้นทุน และเข้าใจในราคาแล้ว คิดว่าคงจะไม่ขัดข้อง

ผู้ดำเนินรายการ : ข้อสำคัญคือ ในเรื่องของน้ำประปา เราต้องมีการเตรียมการพัฒนาให้ยั่งยืนจะขาดแคลนไม่ได้ จะต้องเตรียมการดูไปถึงภายภาคหน้าด้วยว่า ถ้าหากมีเอกชนเข้ามาร่วมลงทุน เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่ง แล้วประชาชนจะไม่เจอกับความเดือดร้อน ในเรื่องของการขาดแคลนน้ำที่มีคุณภาพ ตรงนั้นน่าจะเป็นจุดสำคัญกว่า อีกประการหนึ่ง อย่างเรื่องของน้ำมัน ยังเป็นเรื่องที่เราต้องสั่งซื้อจากต่างประเทศ แต่ว่าน้ำประปาจริงๆ เป็นทรัพยากรที่มีอยู่ในเมืองไทย เพียงแต่คงไทยเราตื่นตัวแค่ไหน ที่จะมาดูแลทรัพยากรเหล่านี้ เพื่อลดต้นทุนการผลิต ถ้าลดต้นทุนการผลิตลงได้ แม้ เอกชนจะเข้ามาเป็นผู้ดำเนินงาน ต้นทุนการผลิตก็จะเป็น ตัวมาตรวัด ที่ชี้ให้เห็นว่าราคาน้ำจริงๆควรจะไปอยู่ที่เท่า ใด อันนี้จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกัน อยากให้ผู้ใช้น้ำตื่นตัว แล้วคนที่ควบคุมกำหนดราคาน้ำประปาที่ใช้กันจริงๆก็คือ พวกเรานั่นเอง แต่ว่าเรามองไม่เห็นจุดนั้นเราไปมองว่า การประปาส่วนภูมิภาค การประปานครหลวงเป็นผู้ กำหนดค่าน้ำ จริงๆแล้วค่าน้ำที่ขึ้นหรือลง ขึ้นอยู่กับ พฤติกรรมในการช่วยดูแลน้ำตรงนี้คงจะทำให้เราได้ตื่นตัว ในการที่จะเข้ามาช่วยดูแลน้ำให้สะอาดยิ่งขึ้นเพื่อลดต้นทุนการผลิต แล้วมองให้ถึงอนาคตด้วยว่าต่อไปนี้ทุกเรื่อง ต้องเป็นมาตรฐานสากล หากประเทศไทยเรามีน้ำที่เป็น มาตรฐานจริงๆใช้ดื่ม ใช้กินได้ทุกพื้นที่ คนที่เขาจะมาร่วม ลงทุนหรือเข้ามาสร้างความเจริญในประเทศไทยแล้วก็เกิดความมั่นใจในการเข้ามาอยู่อาศัยด้วย ตรงนี้จะเกี่ยวข้อง กันหรือไม่
ผู้ว่าการ : โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวเพราะเข้ามาเที่ยวแล้ว ก็บอกว่าน้ำดื่มได้จากก๊อก เขาจะมีความรู้สึกปลอดภัยมากขึ้น และ รู้สึกสบายใจที่จะมาเที่ยว

ผู้ดำเนินรายการ : เราจะทำเป็นลักษณะน้ำสำหรับการดื่มราคาหนึ่ง แล้วก็น้ำสำหรับการใช้บริโภคอาบน้ำ รดต้นไม้ จะใช้เป็นลักษณะ สองอย่าง สองราคา สองอัตรา ในอนาคตถ้ามีเอกชนเข้ามาร่วมลงทุน เราจะสามรถแยกเป็นลักษณะแบบนี้ได้ไหม
ผู้ว่าการ : ถ้าเป็นอย่างนั้นเราก็จะต้องมีระบบท่ออีกระบบหนึ่งแยกต่างหากเลย ก็คือเป็นการลงทุนสองเท่า ก็คงจะไม่คุ้มแล้ว พื้นที่ที่จะวางท่อก็คงไม่มี เพราะเวลาที่เราวางท่อไป เราต้องลอดไปตามถนนไหล่ถนนก็มีมันเป็นเรื่องที่ไม่คุ้มกับการ ลงทุน

ผู้ดำเนินรายการ : นึกถึงเวลาเราไปกดซื้อน้ำต้องการน้ำเป๊ปซี่ สไปรท์ หรือ กรีนสปอต เราก็จะกดตามยี่ห้อไป เพราะฉะนั้น ถ้าประชาชนอาจจะคิดเล่นๆ ว่าแล้วถ้าเราแบ่งออกเป็นสองส่วนแบบนี้ได้ไหม ตรงนี้จะต้องไปเกี่ยวข้องกับต้นทุน แล้วก็จะต้องไปใช้ พื้นที่ในการทำอะไรมากมาย ซึ่ง ณ วันนี้ จุดนั้นก็คงลำบาก
ผู้ว่าการ : ท่อก็เป็นต้นทุนหลักของเราอีกตัวหนึ่ง ขณะนี้ท่อของการประปาส่วนภูมิภาคมีอยู่ประมาณ 4 หมื่นกิโลเมตรทั่วประเทศ แล้วท่อส่งน้ำก็มักจะเก่าแล้ว ในอดีตการลงทุนด้านประปามีน้อย ประเทศก็ไม่ค่อยจะมีกำลังในการช่วยพัฒนา ในด้านน้ำประปามากเท่าไร การใช้ท่อในอดีตมักจะเป็นท่อ ที่คุณภาพด้วยกว่าที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบัน ทุกวันนี้หมดอายุ การใช้งานแล้ว สภาพแย่มาก เราต้องไปตามเปลี่ยน ตามซ่อมอยู่ตลอดเวลา ต้นทุนนี้เป็นต้นทุนที่สูงมาก ลองคิดดูว่าถ้า ต้องเปลี่ยนท่อสักประมาณ 3 ในสี่หมื่นกิโลเมตร ทั่วประเทศ จะต้องใช้เงินเท่าไร


Valid HTML 4.01! Valid CSS! Level Triple-A conformance icon,W3C-WAI Web Content Accessibility Guidelines 1.0